วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พา อสม ไตวายไปฟอกไต บันทึกเส้นทาง

                      สวัสดีครับ ผมเภสัชเอก กลับมาพบท่านผู้อ่าน  อีกแล้ว มาคราวนี้ ผมอยากจะเล่าเรื่องการดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในบทบาทของเภสัชกรโรงพยาบาลชุมชน ผมพบว่าในแทบทุึกโรงพยาบาล จะมีคนไข้ไตวายที่ต้องมารับบริการทุกวัน        คนไข้ไตวายส่วนใหญ่ มักจะมีสาเหตุมาจาก  โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคเกาต์ และนิ่วในหน่วยไต เมื่อผู้ป่วยไตวายๆ มาก หากคำนวณแล้ว GFR < 10 ml/min ก็แสดงว่าผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้ายแล้ว อย่างผู้ป่วยรายนี้ เป็น อสม. เป็นเบาหวานมานานหลายปี  น้ำตาลในเลือดมักสูงบ่อยๆ   ทำให้เกิดภาวะไตวายมา 3 ปี และในปี 2556 ก็เข้าสู่ ไตวายระยะสุดท้ายโดยมี Cr สูงกว่า 6.0 มก./ดล.  และ คำนวณค่า GFR แล้วได้น้อยกว่า 10  มล./นาที



       
                   ผู้ป่วยรายนี้ เป็น อสม.แต่สุขภาพยังดี อายุเพียง 56 ปี เริ่มมีอาการเหนื่อยง่าย ซีก ความดันโลหิตสูง แต่ยังไปทำงานได้ เกี่ยวข้อง  หรือ ขับมอเตอร์ไซด์ได้อยู่แม้จะเหนื่อยก็ตามที  ปัญหาของผู้ป่วยรายนี้ คือแกยังไม่เข้าใจว่าแกอาจต้องฟอกไต  เพราะยังรู้สึกว่าพอมีเรียวแรง และมีแค่ เภสัชกรอย่างผม  และผู้อำนวยการโรงพยาบาลเท่านั้น  ที่แนะนำให้คนไข้เตรียมฟอกทดแทนไต   อสม รายนี้ ยังลังเลอยู่เพราะคงกลัวการฟอกไต  และ คิดว่ามีค่าใช้จ่ายที่แพงมากนั่นเอง แต่ผมเภสัชกรเอก ไม่ยอมแพ้ คุยกับแกบ่อยๆ   โทรไปอธิบายให้เข้าใจ   และเดินทางไปหาคนไข้ที่บ้าน จนแกยอมจะไปฟอกไตขั้น ต่อไปก็คือ ขอใบส่งตัวจากโรงพยาบาลเพื่อส่งต่อไป โรงพยาบาลขอนแก่นนั่นเอง


   
   มีเรื่องที่น่าสนใจที่คนไข้เล่าให้ผมฟังว่าได้อ่านป้ายเกี่ยวกับการรักษาโรคไตวายโดยว่าน ราคา 15000 บาท  น่าสนใจมากแต่ราคาแพงไป หน่อย และต้องไปเอายาถึงอุบลราชธานีซึ่งไกลมาก
คนไข้รายนี้ บอกว่า เกือบไปซื้อ ยาล้างไตชุดละ 15000 บาท กินแล้ว เพราะ สรรพคุณดีมาก ป้ายโฆษณา ก็ติด อยู่โรงแรมสวน 7 พี่น้อง มันหยาม เภสัชกร อย่างผมมาก เลือดนักคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นหน้าทันที นึกเห็น หน้าพี่ภานุโชติ ลอยมาแต่ไกล โชคดีที่มาทันไม่งั้นเสียเงินฟรี 15000 บาท กับยาว่านผีบอกแล้ว

ขั้นตอนต่อไป คือ ขอใบส่งตัวไป โรงพยาบาลขอนแก่น  และ พาคนไข้ไปพูดคุยกับ คนไข้ที่ทำ CAPD อยู่


วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

งานเภสัชกรปฐมภูมิ ฉบับเดินหน้าสุดซอย

ปีนี้ งบ 2557 จะลุยงานเภสัชกรรมปฐมภูมิแบบเต็มที่สุดซอย โดย แยกเป็น 5 ประเด็น

งานส่วนใหญ่จะดำเนินการ ผ่านความร่วมมือ กับ รพสต และ ภาคประชาชน

แผนภูมิ 3 ประสาน

1 งานประกันคุณภาพระบบยา ตามเกณฑ์ PCA 
*งานบริหารเวชภัณฑ์ ระบบตรวจสอบภายใน
*ความรู้คู่ยา
* การส่งมอบยาแก่ผู้ป่วย
*การใช้ยาอย่างสมเหตุผล

2 การจัดการปัญหาด้านยาที่สำคัญ
* ความไม่ร่วมมือในการใช้ยา(non compliance)
* อาการไม่พึงประสงค์จากยา(ADE)
* การเก็บรักษายา

3 การสร้างทีมงาน 3 ประสาน ฝ่ายเภสัชกรรม เจ้าหน้าที่ รพสต. และ ประชาชน
* เน้นสัมพันธภาพที่ดี กัลยาณมิตร
* พัฒนาเน้นที่ทักษะ และเสริมความรู้
* แนวคิด ทิศทาง ตรงกัน คือ เวชศาสตร์ครอบครัว
* สร้าง แรงใจ ไฟฝัน และ อุดมการณ์

4 แก้ปัญหาตรงประเด็น
* HT Uncontrol
* DM Uncontrol
* DM Admit
* Asthma Admit
* การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย(Palliative Care)

5 งานบริบาลชุมชน( Community Care)
*งานเภสัชกรรมคลินิกระดับชุมชน
*การพึ่งตนเองของภาคประชาชน
*งานคุ่้มครองผู้บริโภค



วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เภสัชกรอย่างผม มีงานอดิเรกคือการไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วย

เภสัชกรโรงพยาบาลอย่างผม ทำงานทั้งวันไม่จ่ายยาให้คนไข้
ก็ต้องเข้าประชุมต่างๆ นานา  มากมาย แต่เมื่อมีเวลาว่าง
จากการทำงาน งานอดิเรกของผมคือ การไปเยี่ยมบ้าน
ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยทำหน้าที่ ของเภสัชกรไป ติดตามการใช้ยา
ไปดูปัญหาด้านต่างๆ ของผู้ป่วย อย่างผู้ป่วย 2 รายนี้
เป็นคนไข้เบาหวาน คนพี่น้ำตาลสูงมากมี FBS มากกว่า 400 มก./ดล.
 ส่วนคนท้องเบาหวานติดบุหรี่ และไตเริ่มเสื่อมแล้ว
เภสัชกร อย่างผม มีงานอดิเรก คือการไปเยี่ยมบ้าน
ไปไตร่ถาม ความทุกข์ยากของคนป่วย ไปให้กำลังใจ
ไปให้คำแนะนำกับผู้ป่วย ที่สำคัญไปสร้างมิตรไมตรีกับผู้ป่วย
ด้วยครับ  กรณีรายแรกที่น้ำตาลในเลือดสูง
แนะนำให้กินแกงจืด  หรือ แกงอ่อม ถ้วยใหญ่ ก่อนกินข้าวทุกมื้อ
กรณีผู้ป่วยเบาหวานพิการ ถูกตัดขา และไตเริ่มเสื่อม
แนะนำให้ลด ล่ะ เลิก เกลือ กับ น้ำปลา และตามเยี่ยอมกับต่อไป
ได้ผลการติดตามเมื่อใดจะมารายงานผลให้ฟังอีกวันหลังครับ

วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เมื่อเจอคนไข้หัวดื้อ เภสัชกรอย่างเรา ควรทำอย่างไร



เมื่อเจอคนไข้หัวดื้อ เภสัชกรอย่างเรา ควรทำอย่างไร
โดย ภก.ศุภรักษ์ ศุภเอม



                 พี่น้องเขียวมะกอกทุกท่าน เคยเจอไหมครับ ที่คนไข้บางคน เราบอก เราสอนอย่างไร คนไข้ก็ดื้อไม่ยอมฟังเรา เช่น
·      เป็นเบาหวานแต่ให้งดอาหารไม่ยอมงด
·      เป็นโรคหืดแต่ให้พ่น Controller ทุกวัน ไม่ยอมพ่นอีก
·      คนไข้ไตวายแต่ไม่เลิกกินอาหารเค็ม
·      คนไข้โรคหัวใจแต่ยังสูบบุหรี่อยู่
·      คนไข้โรคเอดส์ ที่ขาดยาเป็นปี

เภสัชกรอย่างเราควรรับมืออย่างไร กับคนไข้แบบนี้

ขั้นแรก ผมจะตั้งใจฟังเขาก่อน ให้เขาเล่าให้ฟัง แบบสบายๆ  ทำให้คนไข้ยอมรับในตัวเภสัชกรมากขึ้น   ต่อมาผม อาจหาเวลาไปเยี่ยมบ้านคนไข้หรือ โทรศัพท์ คุยกับคนไข้ สอบถาม เรื่องราวต่างๆ ด้วยความเป็นห่วง  เพื่อให้เราเข้าใจผู้ป่วยมากขึ้น และ คนไข้ยอมรับในตัวเภสัชกรมากขึ้น

ขั้นตอนต่อมา เราก็ยกตัวอย่าง สถานการณ์ที่เป็นจริง เรื่องผลร้ายที่ตามมา หากไม่ทำตามคำแนะนำของเภสัชกร ให้คนไข้เข้าใจว่า ทำไมเราต้อง บอกให้คนไข้ทำอะไรแบบนั้น แบบรู้เหตุผลและเข้าใจ หากคนไข้มีท่าทีที่ดี หรือ เปลี่ยนพฤติกรรม ต้องรีบชมเชยคนไข้ทันทีเลยครับ นอกจากนี้ เราอาจบอกให้เห็นข้อดี ด้วย เช่น หากพ่นยาตัวนี้ทุกวัน  พ่อใหญ่ก็จะแข็งแรงขึ้น มีแรงไปนาได้ไง เคล็ดลับก็  มีแค่นี้ จริงๆครับ

พยายามรับฟังคนไข้   และ พูดจาด้วยภาษาง่ายที่ผู้ป่วยเข้าใจได้ครับ ไม่ยากครับ



ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้
การบอกสอน ให้สุขศึกษา อาจไม่ได้ผลในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ป่วย

การตั้งใจฟัง การเอาใจใส่คนไข้เป็นพิเศษ ทำให้คนไข้ยอมรับในตัวเภสัชกรเพิ่มขึ้น

การจูงใจให้ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เน้นการอธิบายข้อดี ข้อเสีย อย่าตรงไป ตรงมา ด้วยภาษาง่ายๆ
การจ้องชมเชย คนไข้ทันที อย่างจริงใจ ช่วยให้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ผลมากขึ้น

วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จ่ายยาแบบเข้าตา ประชาชนทำอย่างไร

    


        
ผมเชื่อว่า    เภสัชกรหลายคนๆ คงจะรู้สึกเหมือนผม ว่าบางครั้ง

 ชาวบ้าน หรือ คนนอก มองอย่าง ดูถูกงานจ่ายยา ของเภสัชกร

ว่าเป็น งานง่ายๆ งานหมูๆ    ได้ยินแล้วก็ชวนหงุดหงิด

 หงุ่นหง่านใจ   เป็นยิ่งนัก แต่ว่า หากเราตรึกตรองดู สิ่งที่

พวกเขาว่า หรือ ดูพวกเรานั้น มันมีเหตุผลอยู่เหมือนกัน  เพราะ

งานจ่ายยา ตามโรงพยาบาลต่างๆ นั้น  เภสัชกร มีเวลาให้คนไข้่

น้อยมาก หลายๆครั้ง  เรามีเวลาในการส่งมอบยา แค่ 1 นาที


สอบถามชื่อ นามสกุล อธิบายการใช้ยาให้คนไข้ 1 นาที หมดเวลา


ทำให้คนไข้ อาจเข้าใจ ไปว่า แค่อ่านวิธีใช้ยาตามหน้าซอง

และ จ่ายยาตามแพทย์สั่งนั้น งานง่ายมาก ใครๆ ก็ทำได้

นั่นเองเป็นสิ่งที่เราต้องขบคิดให้แตกว่า ทำอย่างไร

บทบาทในการจ่ายยา ของเภสัชกร จะโดดเด่น และดูดี




ขึ้นมาได้เอาให้โดนใจคนไข้เลย ทำอย่างไร มันจะ change

เพราะตอนนี้ ผมได้ คิดว่าพวกเราถึงเวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว

เราต้องเปิดเกมส์รุกใหม่ๆ แล้ว หาก เภสัชกรมัวทำตัวแบบเดิมๆ

ผลลัพธ์ ก็คงเดิม คือว่าเราคงดูแย่ในสายตาคนทั่วไป เหมียลเดิม



เชื่อไหมตอนที่ผมอายุ 10 ปี ผมก็คิดว่า่ งานเภสัชกร มันโคตรสบาย

เหมือนกัน ทำให้ตอนเด็กๆ  นั้น ผมอยากเป็นเภสัชกรมาก 

สิ่งแรก ที่ผมทำก็คือ เราต้องได้ข้อมูลที่ดีกว่าเดิม นั่นคือ

เภสัชกร ต้องได้เวชระเบียนคนไข้ ดังคำที่ซุนวูกล่าวไว้ว่า




รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะ ร้อย ครั้ง







ในการจ่ายยา เภสัชกร ถ้ารู้แค่ ชื่อ นามสกุล ชื่อยา จำนวนยา

เภสัชกรที่รู้แค่นี้  ตามใบสั่งยา และมีเวลาแค่ 1 นาที เราจะไปทำอะไรได้

สิ่งที่เราได้เหมือน พ่อครัวรับ order จากลูกค้าแค่นั้นเอง กากมาก

เราจะไม่สามารถ แสดงทักษะความรู้ทางเภสัชกรรมคลินิก ได้แน่นอน


ดังนั้น หากจะเปิดบทบาทเภสัชกร จ่ายยา เราต้องได้เวชระเบียนผู้ป่วย


ก่อนจ่ายยา มันจะดีกว่าแน่นอน ที่สุด และแน่นอน เคสที่เราต้อง

ดูเวชระเบียน และโชว์เหนือ อาจต้องใช้เวลา มากกว่า 1 นาที

บางรายต้องใช้เวลา 3 นาที บ้างก็ 5 นาที  บ้างก็ 10 นาที มันจำเป็น

แต่คงไม่ใช่ทุกเคส ที่เราจะจ่ายยาแบบพิเศษ ที่ใช้เวลา่แบบปกติ

ผมกะว่าคนไข้ร้อยละ 30 จะ จ่ายยาแบบพิเศษ อาจจะต้องใช้

เวลากับคนไข้ เคสละประมาณ 5 นาที  ส่วนคนไข้ทั่วไป

ร้อยละ 70 อาจใช้เวลาเหมือนเดิม คือ แค่รายละ 1 นาทีก็พอ


จากการที่ผมได้ใช้ข้อมูลจากเวชระเบียน ในการดูแลผู้ป่วยเกือบทุกเคส มานาน

กว่า 7 ปี ของการดูข้อมูลคนไข้แบบจัดเต็ม เกิดคุณูปการ มากมาย



ในการทำงานเภสัชกรรมคลินิก ของผม  อาทิ เช่น  การสร้างระบบ

1 การเฝ้าระวังและดูแลผู้ป่วยไตวาย
2 การติดตามคนไข้โรคเรื้อรัง อื่นๆ ที่
  มีความสำคัญเช่น RA SLE HF MI VHD  และ NS
3 การสร้างคลินิกโรคหืดและ COPD
4 การจัดการปัญหายาในผู้ป่วย G6PD
5 การดูแลผู้ป่วย โรคตับแข็ง

 
ยกตัวอย่างใน ข้อที่ 1 เมื่อก่อนเภสัชกร อาจไม่รู้ว่าคนไข้คนใด มีภาวะไตวายเรื้อรัง

ทำให้คนไข้ไตวายหลายคนได้ยา่ที่อาจเป็นอันตรายต่อไต

เช่น การได้รับยา  Metformin หรือยากลุ่ม NSAIDs

นอกจากนี้ เภสัชกรอย่างเรายังพบว่า คนไข้ไตวายหลายคน

ไม่ได้รับการรักษาหรือ ยาใดๆ เลย (มันหลุดไปได้อย่างไร)

จากการติดตามคนไข้อย่างใกล้ชิด ผมพบว่าโรคเกาต์ เป็นโรคหนึ่ง

ที่ทำให้เกิดไตวายในผู้ป่วยเกือบร้อยคนในอำเภออุบลรัตน์ 

ซึ่งเรื่องนี้ แม้แต่แพทย์เอง ก็ยังไม่เคยรู้มาก่อน

จากการที่เภสัชกร ทำงานหนัก ขยัน รู้ลึกรู้จริง เรื่องการดูแลผู้ป่วยนั้น

การทำงานของเภสัชกร ในการจ่ายยา จะดูฉลาด หรือ Smart นั่นเอง 






นอกจากนั้น      ในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย  เภสัชกร ก็ยังเป็นคนแรกๆ

ที่ได้ประสานงานและส่งต่อผู้ป่วยไตวายไปฟอกไตแบบ  CAPD ที่ รพ.ขอนแก่น

กิจกรรมมากมายนี้ จะเกืดไม่ได้เลยถ้าเภสัชกร ไม่ได้เวชระเบียนผู้ป่วย

ดังนั้น การที่เราจะพลิกเกมส์  สร้างโดดเด่นในงานจ่ายยา เราต้องมีข้อมูลดี

หรือ ข้อมูลจาก เวชระเบียนนั่นเอง  และ เราอาจสอบถาม ข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม

จากผู้ป่วยโดยตรง ได้ ซึ่งแสดงถึงความใส่ใจของเราที่มีต่อคนไข้ ได้ใจเต็มๆ

และ ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ในการทำงานเภสัชกรรมคลินิกอีกด้วย

เรียกว่า การสอบถามข้อมูลคนไข้เพิ่ม ได้ประโยชน์ 2 เด้ง




หรือ ดังคำที่ว่า  ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว  นั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

กินยาเยอะ แล้วไตวาย ตับพัง จริงอ่ะ




สำหรับ เภสัชกรอ้วนๆ อย่างผม

ความเชื่อว่า กินยาเยอะๆ แล้ว
เป็นไตวาย ตับจะพัง

ทำเอาผมปวดร้าวใจมาก

ทำไม เหรอครับ ท่านผู้อ่าน

เพราะ แต่ละปี จะมีคนไข้
ไม่ยอมกินยา ตามความเชื่อนี้
คนไข้ ต้องตาย หรือ พิการ
เพราะไม่ยอมกินยา ปีละ 2-3 คน

น่าเศร้ามาก เพราะ ความเชื่อผิดๆ นี้
ทำให้คนไข้กลัวไตพัง ตับเสีย

เลยไม่ยอมกินยา จนตัวตาย อนาถมากครับ

เรื่องเศร้าที่ 1 เป็นเบาหวานกินยาเยอะ

มีลุงคนหนึ่งเป็นเบาหวานมาหลายปี
ได้ฟังโฆษณา จากวิทยุชุมชน
ว่ากินยาเยอะๆ แล้วไม่ดี ไตจะวาย
สู้กิน น้ำผลไม้วิเศษไม่ได้

น้ำผลไม้วิเศษ มีดี สกัดจากธรรมชาติ
ทำจากสมุนไพร และผลไม้ดีๆ
รักษาโรคเบาหวาน ความดันสูง
แก้กษัย แก้ปวดเมื่อย
ปลุกนกเขาให้ขัน ไม่มีสารเคมีเจือปน
ไม่ทำลายตับ หรือ ไตเหมือนยาแผนปัจจุบัน

คนไข้เลยหยุดยาเอง ไม่ยอมมารับยาจากโรงพยาบาล
หยุดยาหนี หน้าไปเลย 1 ปีเต็ม
ผมเองได้มีโอกาส เจอคนไข้ที่บ้าน

พบว่าคนไข้ตัวดำ ผิดปกติ
มีขาบวมเล็กน้อย

สอบถามดูจึงรู้ว่า คนไข้
ไม่กินยาโรงพยาบาล มา1 ปีแล้ว
ผมจึงขอวัดความดันโลหิตคนไข้ดู 

ความดันบน 220 มม.ปรอท 
ความดันล่าง 120 มม. ปรอท

โอ้พระเจ้า เรียกรถพยาบาลทันที
ไปตรวจดูพบกว่าคนไข้ไตวายเพราะขาดยา
ต้องฟอกไต ถึงจะรอด 

ความซวยของคนไข้  ต่อมาไม่นาน อีก 10 วัน
คนไข้ติดเชื้อจากน้ำตาลในเลือดสูง
และตายในเวลาต่อมา

ปิดตำนาน น้ำผลไม้วิเศษ
นี่คือตัวอย่าง โทษของความกลัว

กลัวกินยาเยอะๆ แล้วไตวาย
คนไข้เลยหยุดยาเอง 1 ปีเต็ม สุดท้าย
ต้องตายเพราะติดเชื้อ-และไตวาย

น่าเศร้ามากๆ ครับ

 

วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เภสัชกรอย่างผม จะ บังอาจ ไป หรือไม่

                        เภสัชกร บังอาจ ไปไหม????



                            ในโรงพยาบาลที่ผมทำงานอยู่ เป็นโรงพยาบาลชุมชนเล็กๆ ขนาด 30 เตียง
  ประชากรในอำเภอ มี 44000 คน มีเภสัชกร 3 คน แพทย์ 5 คน ทันตแพทย์ 2 คน

 ในแต่ละวัน ผมได้เจอคนไข้มากมาย ผมเอง เป็นเภสัชกรมีหน้าที่จ่ายยา ทุกวัน

ในแต่ละ วันช่วงเช้าผมคนเดียวจะจ่ายยาประมาณ 100-180 เคส

  ผมเองได้เจอคนไข้โรคหนึ่งที่น่าสงสารมากคือ คนไข้ไขข้ออักเสบรูมาตรอยด์
ภาษาอังกฤษว่า  rheumatoid arthritis ผมขอเรียกย่อๆ ว่า RA ก็แล้วกัน

จากการสำรวจคนไข้ RA ที่มารักษาในโรงพยาบาลทั้งหมด 55 คน
 พบว่า พิการไปแล้ว 27 คน คนไข้ที่ได้ยา Chloroquine มี 14 คน ส่วนคนไข้ที่ได้ prednisolone มี 48 คน        ไม่มีใครเลยที่ได้ยา methotrexate หรือ sulfadiazine       เลยแม้แต่รายเดียว 


สรุป คนไข้ 41 จาก 55 คน ไม่ได้ยากลุ่้ม DMARDs รักษา rheumatoid arthritis เลย(ปวดใจครับ)

       ส่วนคนไข้ที่ไปรักษาขอนแก่น มี 15 คน ไม่อยู่ใน 55 คนที่ว่านี้
 โดยทุกรายได้ยา methotrexate นานอย่างน้อย 1 ปี
 เกิดอะไรขึ้นกับคนไข้ RA ที่อุบลรัตน์ที่พิการเหล่านั้น
เพราะ ไม่ได้การรักษา RA อย่างถูกต้องเหมาะสม
 คนไข้เลยต้องพิการ


ผมจำเป็นต้อง เสนอยา methotrexate เำพื่อใช้ในการรักษา เสียแล้ว 
บังอาจมาก เภสัชกร คนนี้  2 ปีที่แล้ว  เคยเสนอแพทย์ไปแล้ว


  แพทย์บอกว่า ถึงยังไงคนไข้ rheumatoid arthritis ก็ต้องพิการอยู่แล้ว ผมรับไม่ได้อ่ะ

ภาพคนไข้ rheumatoid arthritis ที่พิการเดินไมท่ได้ จากการใช้ยารักษา RA อย่างไม่เหมาะสม


สรุป คำถาม

1 เภสัชกรบังอาจ ไปไหมที่จะต้อง จัดการให้มีมีการสั่งยาในการรักษา RA อย่างเหมาะสม ?

2 ผมเองจะทำเช่นไร จึงจะสามารถช่วยคนไข้รูมาตรอยด์ที่น่าสงสารได้ ?

3 บทบาทและทิศทางของเภสัชกรเป็นอย่างไร เพราะปัญหาเรื่องนี้ 
ผมเชื่อว่าเกิด ในโรงพยาบาลชุมชนมากกว่าครึ่งประเทศที่ ผู้ป่วย รูมาตรอยด์ 
ไม่ได้ยารักษาโรคอย่างเหมาะสม หรือ เราจะหลับตาแล้วท่องว่า ไม่รู้ ไม่เห็นดี ?